หน้าแรก > บทความน่ารู้ > เตรียมลูกไปเมืองนอกอย่างไรไม่หลงทาง

เตรียมลูกไปเมืองนอกอย่างไรไม่หลงทาง

posted : 15-02-2013    view : 8988

เอาบทสัมภาษณ์ของคุณเกมส์ของเราที่ให้สัมภาษณ์กับทางเว็บไซต์ Manager Online มาฝากค่ะ
ขอบคุณข้อมูลเว็บ http://www.manager.co.th
http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000096616&TabID=2&

เมื่อเอ่ยถึงการ เดินทางไปต่างประเทศที่ไม่ใช่การไปเที่ยว เช่น อาจจะไปเรียน หรือไปทำงาน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว ครอบครัวไทยส่วนมากอาจยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นต้องมีการวางแผน ตลอดจนเตรียมเก็บเงินเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ชีวิตในต่างแดนมากกว่าปกติ ยิ่งเดินทางไปในประเทศที่มีค่าครองชีพสูง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ผู้เดินทางต้องเตรียมก็ดูจะมากเป็นทวีคูณ
       
       นอกเหนือจากการเตรียมการเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว การเดินทางไปต่างประเทศในลักษณะนี้ยังมีอีกหลายสิ่งให้ผู้เดินทางเตรียมการ ไม่ว่าจะเป็นการขอวีซ่า การหาที่พัก การหาโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือคอร์สที่ต้องการจะลงเรียน การสอบวัดระดับภาษาต่างประเทศสำหรับนำไปใช้อ้างอิงในการเรียนหรือการทำงาน ฯลฯ ซึ่งผู้ที่ดำเนินการเรื่องต่างๆ นี้ด้วยตัวเองคงจะทราบดีถึงความยากลำบาก และก็เป็นที่น่าเสียดายสำหรับ ผู้ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศบางคนที่เมื่อผ่านขั้นตอนแห่งความยาก ลำบากนี้ได้แล้ว กลับไม่สามารถคว้าผลสัมฤทธิ์ที่ตั้งใจเอาไว้กลับมาเป็นรางวัลให้ตัวเองได้ บางคนตั้งใจไปเรียนก็ไม่สามารถเรียนจนสำเร็จ บางคนตั้งใจไปฝึกภาษา ก็กลับคบแต่กลุ่มคนไทยจนสุดท้ายก็ไม่ได้ฝึกการใช้ภาษา บางคนตั้งใจไปทำงานก็ไม่ได้มุ่งมั่น ขยัน อดทน ฯลฯ จนไม่ต่างอะไรกับการเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

คุณวิทวัส บุษราคัมวงศ์
       วันนี้ ทีมงาน Life & Family จึงมองหาคำแนะนำดีๆ มาฝากผู้ที่มีแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ หรือคุณพ่อคุณแม่ที่ตั้งใจจะส่งลูกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ โดยผู้ที่จะมาบอกเล่าให้ฟังในวันนี้ คือ “คุณวิทวัส บุษราคัมวงศ์” โดยเขาคนนี้เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่าง รัฐบาลไทยและออสเตรเลีย Work and holiday Visa และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thaiwahclub.com และศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อ Beyond Study Center โดยเว็บไซต์ที่เขาทำขึ้นนั้นมีผู้สนใจเข้ามาค้นหาข้อมูลท่องเที่ยว ทำงานและเรียนต่อออสเตรเลียมากกว่า 1,000 คน/วัน และมีสมาชิกในหน้าเฟซบุ๊ก มากกว่า 5,000 คนเลยทีเดียว ซึ่งเทคนิคที่เขาฝากมาถึงผู้ที่สนใจจะเดินทางไปเปิดโลกทัศน์ยังต่างแดนนั้น มี 5 ข้อดังนี้
       
       1.ตั้งเป้าหมาย และมุ่งมั่นกับเป้าหมายนั้นๆ
       
       การเดินทางไปต่างประเทศต้องมีการตั้งเป้าหมายก่อนว่าไปเพื่อสิ่งใด และก็ให้โฟกัสกับเป้าหมายนั้นๆ อย่าวอกแวก เพราะบางทีเมื่อไปถึงแล้ว มีเพื่อนเยอะขึ้น หรือไปทำงานได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ก็อาจทำให้คนเราเปลี่ยนจากเป้าหมายที่เคยตั้งเอาไว้ได้
       
       “บางทีการไปอยู่ต่างแดน แล้วเจอเพื่อนเยอะๆ หรือไปทำงานได้เงินเยอะๆ จากเป้าหมายตอนแรกที่ว่า หนูจะไปเรียนภาษา แล้วก็เที่ยวด้วย และถ้าทำงานได้จะเก็บเงินเพื่อเรียนต่อปริญญาโท ปรากฏว่าพอไปถึงก็ทำงานก่อน แล้วก็เก็บเงินได้เยอะ ก็เลยทำงานดีกว่า ไม่เรียนแล้ว ภาษาที่เคยคิดว่าจะเรียน หรือคิดว่าจะได้ฝึกฝน ก็ไม่ได้ ก็จะกลายเป็นว่าไม่ได้ทำตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ทีนี้พอวีซ่าหมดอายุ ต้องกลับมาประเทศไทย คนเหล่านี้ก็จะเกิดความรู้สึกสับสนในชีวิตได้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี” คุณวิทวัส ยกตัวอย่าง
       
       “ก็มีเช่นกันกับคนที่ตั้งเป้าว่า ฉันอยากไปพัฒนาภาษานะ แต่ฉันไม่มีเงินเรียน เพราะฉะนั้น ฉันจะทำงานไปด้วย ฝึกภาษาไปด้วย คนเหล่านี้ก็อาจจะไปทำงานร้านต่างๆ หรือหานายจ้างที่เป็นชาวต่างชาติ”
       
       ดังนั้น หากผู้ที่ต้องการเดินทางมีการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน และปฏิบัติได้จริง ก็จะเปรียบได้กับการมีเข็มทิศที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในต่างแดนประสบความ สำเร็จดังที่ตั้งใจนั่นเอง
       
       2.คนไทยคบได้?
       
       ในข้อนี้ คุณวิทวัส เผยว่า มีความเชื่อในหมู่ผู้ที่ต้องการไปพัฒนาภาษาอังกฤษให้แข็งแรงว่าไม่ควรคบคน ไทย หรือคบแต่น้อย ซึ่งเขามองว่าเป็นความเชื่อที่ไม่น่าจะถูกต้องเท่าไร
       
       “การมีเพื่อนเยอะๆ ไม่ว่าชาติใดย่อมดีกว่า เพราะการมีเพื่อนย่อมสามารถช่วยเหลือกันได้ในยามลำบาก อีกทั้งการไปต่างประเทศแบบไม่รู้จักใครเลย จะทำให้ชีวิตค่อนข้างยากลำบาก ควรมีคอนเนกชันบ้าง ถ้าไม่มี บางทีก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะช่วยเรา นอกจากนั้น ควรร่วมกิจกรรมต่างๆ ให้มากๆ เพราะจะทำให้เรารู้จักคนอื่นๆ มากขึ้น”
       
       “อย่างไรก็ดี ถ้าเป้าหมายของผู้เดินทาง คือ อยากได้ภาษาก็ต้องระลึกไว้ว่า เพื่อนคนไทยอาจช่วยเราได้ในแง่ของการดำเนินชีวิต เรื่องงาน หรือเรื่องเรียน แต่ถ้าเราอยากได้ภาษา เราก็ต้องแยกตัวออกมาเพื่อฝึกภาษาบ้าง ไม่ใช่อยู่กับคนไทยตลอดเวลาครับ” คุณวิทวัส กล่าว
       
       3.หาข้อมูลให้มาก
       
       เพื่อให้ผู้เดินทางมุ่งสู่เป้าหมายได้จริง การหาข้อมูล สะสมรายละเอียดต่างๆ ที่จำเป็นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณวิทวัส แนะนำว่า “ผู้ที่ต้องการเดินทางควรนำเป้าหมายของตนเองมาวิเคราะห์อย่างละเอียด กำหนดความชัดเจนของเป้าหมายลงไปให้มากขึ้น เช่น อยากได้ภาษา ก็ต้องบอกได้ว่าอยากได้ภาษาในระดับใด อยากทำงานเก็บเงิน ก็กำหนดเป้าหมายว่าจะต้องเก็บเงินให้ได้เท่าไร ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ ต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับเมือง-ประเทศที่เราจะไปใช้ชีวิตให้มากจึงจะทำให้ผู้ เดินทางสามารถวางแผนอนาคตต่อไปได้ว่า ตนเองจะทำอย่างไรกับชีวิตเมื่อไปอยู่จริง หรือบางคนอาจได้ไอเดีย ไปเรียนต่อในสาขาวิชาที่ประเทศนั้นๆ กำลังขาดแคลน และหางานทำอยู่ที่เมืองนอก ส่งเงินกลับมาประเทศไทย เหล่านี้ เป็นต้น”
       
       4.ร่วมกิจกรรมต่างๆ ให้บ่อย
       
       การเข้าร่วมกิจกรรมที่ทางเมืองจัดขึ้น หรือเป็นกิจกรรมที่มีกลุ่ม ชมรม สมาคมต่างๆ จัดขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ผู้ต้องการเดินทางไปต่างแดนไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะทำให้คุณได้สัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรมแล้ว ยังอาจได้แลกเปลี่ยนข่าวสารดีๆ ระหว่างผู้เข้าร่วมงานได้อีกด้วย
       
       5.ระวังภัยในต่างแดน
       
       นอกเหนือจาก 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่อาจนำภัยมาถึงตัวทุกคนได้ เพราะการปฏิบัติบางประการ หากอยู่ในประเทศไทย เราๆ ท่านๆ สามารถทำได้โดยไม่มีใครถือสา แต่ในต่างแดนอาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
       
       “ยกตัวอย่างเช่น ในสังคมไทย เราไม่เคยเจอเรื่องการเหยียดผิว แต่ในเมืองนอกมี ดังนั้น เราก็ต้องเลือกใช้ชีวิต อย่าพยายามไปอยู่ในที่ที่มีการเหยียดผิว หรืออย่าไปล้อใครด้วยเรื่องชาติพันธุ์ เรื่องสีผิว เรื่องอ้วน-ผอม” คุณวิทวัส กล่าว
       
       นอกจากนั้น เขายังได้แนะนำการซื้อประกันสุขภาพ อีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่หลายคนไม่ค่อยคำนึงถึงด้วย เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศนั้น “สูงมาก” หากไม่มีประกันสุขภาพ อาจต้องสูญเงินที่เตรียมมาไปกับการรักษาพยาบาลก็เป็นได้
       
       ทั้งนี้ การเดินทางไปต่างประเทศนอกเหนือจากการหาประสบการณ์แปลกใหม่ การเติบโตทางด้านจิตใจ สามารถรับผิดชอบตนเองได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกๆ ได้สัมผัสจากการเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศด้วยเช่นกัน
       
       “มุมมองของผม เชื่อว่า ไปต่างประเทศอย่างไรก็ได้ประสบการณ์ ไม่ว่าจะเด็กจบใหม่ หรือทำงานมา 3-5 ปีแล้ว โดยประสบการณ์ที่ได้รับจะต่างกันไปตามการรับรู้ของแต่ละวัย ประสบการณ์ที่ว่านี้อาจจำเป็น และช่วยให้เรารับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะตามมาในอนาคต เช่น การเปิดเสรีอาเซียน ตลอดจนภาษาที่เราจะได้มากขึ้นด้วย” คุณวิทวัส กล่าวปิดท้าย